วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

English Tip 6

มีคำถามบางคำถามที่สร้างความสับสนให้คนไทย เพราะหน้าตามันคล้าย ๆ กัน ทำให้บางครั้งเราก็ตอบไม่ตรงคำถาม สร้างความงุนงงให้ทั้งไทยทั้งฝรั่ง คงประมาณว่า ไปไหนมา---อร่อยดี อะไรประมาณนั้น

ลองทดสอบตัวเองดูนะครับว่าถ้ามีฝรั่งมาพูดประโยคเหล่านี้ เราจะตอบเขาว่าอย่างไร
1.What do you do?
2.What are you doing?
3.How are you?
4.How are you doing?
5.How do you do?
สับสนไหมครับ เวลาคนไทยฟังคำถามไม่ออก หรือไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร คนไทยก็...ยิ้ม แล้วพยักหน้าหงึก ๆ ฝรั่งก็นึกว่าเราเข้าใจ และพาลคิดไปว่า โอ้ว...สยามเมืองยิ้ม

เฉลยคำถามข้างบนนะครับ คุณตอบประมาณนี้หรือเปล่า
1. ถามอาชีพครับ เวลาตอบก็ I'm a/an......อาชีพ.......
2. กำลังทำอะไรอยู่ ตอบว่า I'm............ing
3. สบายดีไหม อันนี้คนไทยคุ้นเคยดี I'm fine. (จริง ๆ ตอบได้อีกเยอะ)
4. สบายดีไหม เหมือนกันเลยครับ ตอบแบบข้อ 3. ได้เลย
5. ไม่ใช่คำถามครับ มันแปลประมาณว่า ยินดีที่ได้รู้จัก เวลาตอบก็ตอบเหมือนที่เขาพูดมาเลย คือ How do you do?

ของแบบนี้ให้ท่องจำจะจำได้ไม่นานหรอกครับ ต้องลองหัดใช้ ว่าง ๆ ลองถามคนข้าง ๆ คุณด้วยคำถามเหล่านี้สิครับ ชวนเขามาฝึกภาษาอังกฤษด้วยกัน 



ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nuiclass&month=11-06-2007&group=1&gblog=12

English Tip 5

ฝึกฟังบทสนทนาภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับเมือง"San Francisco" พร้อมเกร็ดความรู้



Todd: So, Anita, have you been to San Francisco?
เอ่อ อนิตา คุณเคยไปซาน ฟรานซิสโกมั๊ยครับ

Anita: I have been there once a long time ago when I... well, not that long but when I was twelve years old I went there with my family.
ฉันเคยไปครั้งนึงนานแล้วค่ะตอนที่ เอ่อก็ไม่นานขนาดนั้นนะค่ะ ตอนที่ฉันอายุ 12 ขวบนะ ฉันไปกับพ่อแม่คะ

Todd: Great. You know, I'm from San Francisco so what did you think?
ดีครับ รู้ไหม ผมเองก็เป็นคนจากซาน ฟรานซิสโกนะครับ อืม แล้วคุณว่าเป็นยังไงบ้างครับ

Anita: I think it was a very beautiful city. You had... there's so many nice houses in these little winding streets, you know, going up the hills and down the hills, and you get the old, the historical trams.
ฉัน คิดว่าเป็นเมืองที่สวยมากนะคะ เมืองคุณมี.... มีบ้านสวยๆน่ารักๆเยอะแยะบนถนนที่คดเคี้ยวเล็กเต็มไปหมด รู้มั๊ยคะ ฉันขึ้นๆลงๆเนินเขา แล้วก็ไปขึ้นรถรางเก่าด้วย

Todd: Right
ครับๆ

Anita: Right
ค่ะ

Todd: The cable cars.
รถรางใช่ไหมครับ

Anita: The cable cars, and the Golden Gate Bridge is beautiful of course.
รถราง และก็สะพาน โกลเด้น เกต สวยจริงๆคะ

Todd: Yeah, actually I think the Bridge is still pretty amazing. I mean, even people that live there, it's just an amazing thing to look at, to cross. It's nice. But one thing about my city is it's really expensive. Did you find it expensive when you were there?
ครับ ความจริง ผมว่า สะพานก็ยังคงน่าชื่นชม ผมหมายถึง.. แม้แต่คนที่นั่นเอง มันน่าชื่นชมที่จะมองดู หรือขับรถข้ามสะพานนั้น ดีมากเลยครับ แต่มีอย่างนึงเกี่ยวกับเมืองของผม คือของค่อนข้างแพง ตอนคุณอยู่ที่นั้น ของแพงมั๊ยครับสำหรับคุณ

Anita: Well, thankfully I went there as a child so my parents paid for everything, so I didn't have to worry about that so...
เอ่อ ก็โชคดีนะคะ ฉันยังเป็นเด็ก พ่อแม่เลยจ่ายให้ทุกอย่าง ฉันเลยไม่ได้กังวลในเรื่องนั้น

Todd: Right.
ครับๆ

Anita: If I went there now, I mean, probably I would be worried about that, yeah.
แต่ถ้าไปตอนนี้ ฉันหมายถึงว่า ฉันก็คงห่วงเรี่องนั้นละคะ

Todd: Yeah, I think... I'm sorry. I forgot. You said you were twelve.
ครับ ผมก็ว่า ขอโทษครับผมลืมไปว่าคุณบอกว่าไปตอนอายุ 12

Anita: Yeah.
ค่ะ

Todd: So, OK. Well, when you were in America did you enjoy American food?
แล้ว.. โอเค เอ่อ ตอนคุณอยู่ที่อเมริกา คุณชอบอาหารอเมริกันไหมครับ

Anita: Yeah. I like any kind of food, so... I don't like to eat too much fast food but I didn't have any problems now that I recall, now that I remember so... It was OK.
ค่ะ ฉันชอบกินอาหารทุกชนิดแหละคะ อืม...ฉันไม่ค่อยชอบกินฟาสต์ฟูดมากเท่าไร แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาคะเท่าที่จำได้ แต่ก็โอเคคะ

Todd: Right. Yeah, but in America we don't eat that much fast food, at least not in San Francisco.
ครับๆ ใช่ แต่คนอเมริกันก็ไม่ได้กินฟาสต์ฟูดมากขนาดนั้นนะครับ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่ซานฟรานซิสโก

Anita: OK, I'll take your word for it.
โอเคค่ะ ฉันจะเชื่อคุณละกัน

Todd: Did you talk to anybody, or did you meet people?
คุณได้คุยกับใคร หรือเจอใครบ้างไหมครับ

Anita: In San Francisco, not that I remember. Of course, we talked to people we met but we didn't visit friends. We just went there as tourists and you know, took a couple of tours, so yeah we talked the tour guide who lives there, and it was nice meeting somebody from San Francisco.
ที่ ซาน ฟรานซิสโก ฉันจำไม่ได้นะคะ แต่แน่นอน เราได้คุยกับคนที่เจอ แต่ไม่ได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่นั้น เราไปที่นั้นในฐานะนักท่องเที่ยวค่ะ เที่ยวที่นู่นที่นี่หน่อย อืมเราก็ได้คุยกับไกด์นำเที่ยวที่อยู่ที่นั้นคะ มันดีนะคะที่ได้รู้จักใครจากซาน ฟรานซิสโก

Todd: Now, my favorite part of the city is... there's two places actually: Golden Gate Park and also the Presidio. The Presidio is also a park. Did you go to either of those?
อืม ตอนนี้ที่ผมโปรดที่สุดในเมืองก็มีสองที่ครับความจริงแล้วคือ สวนสาธารณะโกลเด้นเกต และ สวนเพรสิโด คุณได้ไปบ้างในสองที่นั้นรึยังครับ

Anita: I think we did. I don't remember them very clearly but all the major sites that are there we definitely went to. It's hard to miss.
ฉันคิดว่าไปแล้วนะคะ ฉันจำได้ไม่ชัดเจอ แต่ที่ๆสำคัญที่นั้น เราไปอย่างแน่นอนค่ะ มันอดที่ไปไม่ได้นี่คะ

อธิบายบทเรียน
วันนี้ ขอเสนอเรื่องเกี่ยวกับเมืองซาน ฟรานซิสโก นะครับ ซานฟราน เป็นเมืองชายฝั่งติดทะเลที่มีเนินเขา ขึ้นๆลงเต็มไปหมด ในประโยคที่อนิตาพูด
there's so many nice houses in these little winding streets, you know, going up the hills and down the hills, and you get the old, the historical trams.

winding อ่านว่า ว้ายด์ดิ่ง คำนี้หมายถึงวิ้งโค้งไปโค้งมา เลี้ยวลดคดเคี้ยว winding street ก็ถนนที่ไม่ค่อยตรงไงครับ โค้งไปโค้งมา แถมยังมี going up and down the hills อีก ขิ้นเนินลงเนิน เยอะมากครับ

historical คือมีประวัติศาตร์ tram คือรถรางครับ เรียกอีกอย่างว่า cable car ก็ได้ ที่ซานฟราน รถรางเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซาน ฟรานซิสโก เลย นอกจากนี้ก็ยังมี สะพาน โกลเด้น เกต สีแดงที่เป็นสัญลักษณ์หลักของเมืองนี้ ส่วน presidio เป็นสถานที่ๆเคยเป็นบ้านพักทหาร และเป็นสวนสาธารณะด้วย มองเห็น golden gate ได้เหมือนกัน

well.. เวล, so.. โซ คำนี้ชอบติดปากฝรั่งเวลาคิดอะไรไม่ออก ว่าจะพูดอะไร เหมือนคนไทยชอบพูด เอ่อ อืม อะไรประมาณนั้น

I mean... อันนี้ก็ติดปากฝรั่ง แกะไม่ค่อยออกเหมือนกัน แปลเป็นไทยก็ ฉันหมายความว่า... หรือ แบบว่า... จะเห็นว่าฝรั่งพูดจริงๆ จะมีคำพวกนี้ติดปากอยู่เยอะเหมือนกัน

ทิ้งท้ายนี้ผม เจอะสำนวนเด็ดเข้าให้ ถูกใจผมจริงๆ
"I'll take your word for it"
คำนี้แปลว่า "ฉันจะเชื่อคุณละกัน" ความหมายเดียวกับ I'll believe you นะครับ




ที่มา : http://streetenglish.exteen.com/20070914/san-francisco

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

English Tip 4

 เคล็ดลับ 10 ข้อที่จะนำคุณไปสู่การพูดภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ


คนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งๆ เขามีเคล็ดลับอย่างไรกันบ้าง ซึ่งทั้งหมดก็มีอยู่ 10 ข้อดังต่อไปนี้

1. Putting the pieces together
ใน การพูดภาษาอังกฤษให้ดีนั้นต้องมีองค์ประกอบแยกย่อยหลายอย่าง : รู้ (และเลือกใช้) ศัพท์ที่เหมาะสม ใช้หลักไวยากรณ์และรูปแบบประโยคอย่างถูกต้อง ออกเสียงและเน้นเสียงได้ถูก คุณต้องใส่ใจฝึกในแต่ละจุดนี้ให้เต็มที่ เพื่อจะเห็นผลในเร็ววัน

2. Two-way process
การ พูดคุย หมายถึงการสื่อสารกับคนอื่นซึ่งรวมไปถึงการฟังไว้เช่นเดียวกับการพูด วิธีเช็คคู่สนทนาว่าเข้าใจที่คุณพูดหรือเปล่า โดยการเน้นจุดสำคัญๆ หรือการเรียบเรียงประโยคใหม่ที่ใช้ศัพท์อื่นแต่ยังคงความหมายเดิมไว้ หรือใช้คำถามอย่างเช่น You know what I mean? หรือ Don't you agree?

3. It's not just what you say...
Non-verbal communication นั้นสำคัญมากในการที่จะพูดสื่อสารอย่างได้ผล แม้แต่เจ้าของภาษาเองก็ต้องใช้ ซึ่งอาจหมายถึงใช้มือประกอบท่าทางและภาษากายเช่นเดียวกับการแสดงออกทางสี หน้าเพื่อเน้นหรืออธิบายในสิ่งที่พูด และพยายามอ่านภาษากายที่คู่สนทนากำลังใช้เป็นสื่อด้วย

4. Sing a song!
เพลง เป็นหนทางที่ดีอีกอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยให้คุณพัฒนาทักษะทางการพูด ฝึกพูดตามเนื้อเพลงและดึงเอาประโยคออกมาดัดแปลงใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ หา lyrics (เนื้อเพลง) ที่ชอบจากอินเทอร์เน็ตและฝึกร้องตามดังๆ

5. Take a chance!
คุณ ต้องมีทัศนะคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ พยายามเสาะหาโอกาสที่จะใช้ภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่ เช่นพบปะพูดคุยกับผู้คนในงานเลี้ยงสังสรรค์ เสนอความช่วยเหลือแก่ชาวต่างชาติที่กำลังหลงทาง หรือยกมือขึ้นเมื่ออาจารย์ถาม

6. Think in English every day
นี่ เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ อีกทั้งคุณยังสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนหรือกำลังทำอะไรอยู่ คุณสามารถพูดกับตัวเองออกมาดังๆ ขณะที่กำลังทำอาหารอยู่ที่บ้าน ถ้าคุณกำลังอยู่บนรถไฟหรือรถบัส คุณสามารถอธิบายลักษณะของผู้คนรอบข้าง (อันนี้ต้องคิดในใจ อย่าพูดออกมาให้คนอื่นได้ยิน!) ก่อนนอนคุณควรทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาในวันนั้นเป็นภาษาอังกฤษ

7. Listen to the sound of your own voice
ถึง แม้ว่าคุณอาจจะไม่ชอบได้ยินเสียงอัดเทปของตนเอง แต่วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการเช็คดูว่าทักษะการพูดภาษาอังกฤษของ คุณควรได้รับการปรับปรุงตรงไหน หรือคุณอาจขอคำแนะนำจากเจ้าของภาษาก็ได้

8. Keep a talking journal
อัด เทปเกี่ยวกับความคิดเห็นของคุณก่อนเข้านอน คุณสามารถเปิดฟังในตอนท้ายของปี เพื่อทบทวนเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับคุณในปีนั้นพร้อมเช็คความก้าวหน้า ทางภาษาของคุณไปในขณะเดียวกัน

9. Take extra classes
ถ้าคุณยัง รู้สึกว่าคุณต้องการฝึกเพิ่มเติมและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับนักเรียนคนอื่นๆ ทำไมไม่ลองสมัครลงเรียนภาษาดูล่ะ? โรงเรียนสอนภาษามีอยู่มากมายให้คุณเลือกแถวบ้านคุณ หรือแม้แต่โรงเรียนออนไลน์ที่คุณสามารถเรียนทักษะการพูดภาษาอังกฤษผ่านอิน เทอร์เน็ตก็ได้? ลองเรียนในบทเรียนที่สอนสดๆ โดยครูเจ้าของภาษา ซึ่งเพียงแค่ต่อหูฟังกับไมโครโฟนเข้ากับคอมพิวเตอร์คุณก็พูดกับคนทั่วโลกได้ แล้ว!

10. Find English-speaking friends
ถ้าคุณตั้งใจอย่างแน่ว แน่ว่าจะต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งให้ได้ คุณต้องหาคนที่คุณจะพูดภาษาอังกฤษด้วยก่อน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นชาวต่างชาติเท่านั้น เจอใครก็พูดได้ เพราะภาษาอังกฤษนั้น ปัจจุบันถูกใช้ในฐานะเป็นภาษาที่สองรองจากภาษาแม่มากกว่าแต่ก่อน สิ่งที่สำคัญคือคุณควรจะฟังภาษาอังกฤษที่มีสำเนียงต่างๆ ให้เข้าใจ

อย่า ลืมนะครับว่า ทุกคนที่เขาพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ กัน เขาก็เริ่มจากศูนย์กันทั้งนั้น คุณก็เหมือนกัน ขอให้ตั้งใจจริง แล้วลองทำตามเคล็ดลับที่ว่ามานี้เพียงไม่กี่ข้อ คุณก็คงจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีในไม่ช้า


ที่มา :http://zayyes.com/

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

English Tip 3

      ที่อเมริกามีภาษาแปลกๆ มากมาย เช่น เขาชอบพูดว่า Cool! หรือ Very Cool! หรือ Cool Man ซึ่งเป็นคำที่วัยรุ่นชอบมาก แปลว่า เยี่ยม หรือ ดีมาก ไม่ใช่แปลว่า เย็น ยะเยือก ตามที่แปลกันตรงตัวนะครับ wow it's so cool! จะใช้เมื่อพบกันเพื่อน แล้ว เพื่อนแต่งตัวเท่ห์ระเบิด อะไรทำนองนี้แหละครับ
       การนัดหมายเพื่อพบปะเจอกันระหว่างวัยรุ่น ก็ใช้คำว่า Make appointment เหมือนผู้ใหญ่เขาพูดกันนั่นแหละครับ เช่น พูดว่า Can you meet me at (อะไร ที่ไหนก็ตาม)? I wanna make appointment with you at Siam Center on this coming Sunday around 12.00 am. Would you available at this time?
       น้องๆ ไม่ต้องกลัวที่จะพูดภาษาอังกฤษ ถึงแม้ว่าจะพูดผิดพูดถูก ก็ขอให้พูดมากๆ ไว้ก่อน แล้วก็จะชินขึ้น แต่ก่อนจะพูดได้ต้องหัดฟัง และอ่านให้มากๆ โดยเฉพาะหนังฝรั่งนี่ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ดีเลิศ เวลาไปซื้อ VCD หนังมาดู เอาที่เป็นเสียงในฟิล์ม แล้วหัดฟังและจดจำคำพูดของเขาให้ได้มากที่สุด ก็จะเก่งเองแหละครับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2554

English Tip 2

       เวลาที่พูดทักทายกันโดยปกติเราเคยได้ยินหรือใช้เพียงแค่ How are you? ใช่ไหม
ประโยคข้างล่างนี้ใช้แทนกันได้ จำๆเอาไว้นะ
เวลาได้ยินประโยคพวกนี้จะได้เข้าใจว่าเขาถามเราว่า How’re you?

How’s it been? ที่ผ่านมา เป็นยังไงบ้าง
How have you been?
How have you been up to?
How’s it going?
How’s everything?

What’s new? (informal) ไงวะ
What’s up? (informal)

เคย บ้างไหมที่บางทีเราเดินเล่นอยู่ดีๆ ก็เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันนานมากๆๆๆ อยากรู้ไหมว่าสถานการณ์แบบนี้เขาทักทายกันอย่างไร มาดูกันเลย.........

I haven’t seen you in year! ไม่เจอกันนานเลยนะ
Long time no see! (informal)
I haven’t seen you in an age!

หลังจากที่ทำการทักทาย และมีการถามว่าสบายดีไหม
เรา ก็ต้องตอบออกไปทำนองว่า ดี งั้นๆ หรือแย่ ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของเรา ไม่ใช่ตอบ I’m fine. อย่างเดียว มาดูกันนะครับว่าที่อเมริกาเขาตอบกัยอย่างไร ผมจะแบ่งเป็นหมวดๆนะ
ตอบในแง่สุขภาพหรือไม่ก็ สบายดี แข็งแรง

I’m fine. สบายดี
Fine.
Okay.
All right.
Great.
Keeping cool.
I’m cool. (slang) สบายดีว่ะ

ตอบในแง่บวก ประมาณว่า ดี ไม่มีปัญหา

Keeping out of trouble. ไม่มีปัญหา
Been keeping out of trouble.
Keeping busy. ดี (แบบทำโน่นทำนี่ไปเรื่อยๆ)
Keeping myself busy.
Been keeping myself busy.

ตอบในกลางๆ ประมาณว่า งั้นๆ

Same as always. เหมือนเดิม
Same as usual.
Getting by. ก็อยู่ได้นะ
Been getting by.
So-so. (informal) งั้นๆว่ะ

ตอบในแง่ลบ ประมาณว่า แย่ ไม่ดี
Not good. ไม่ดีเลย
Not so good.
Not well.
Not very well.
Not so well.
Not great.
Not so great.
Crummy. (slang) แย่ว่ะ
Kind of crummy. (slang)

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554

English Tip 1

         ถ้าต้องแปลจากอังกฤษเป็นไทย และจากไทยเป็นอังกฤษ สำหรับท่านอย่างไหนง่ายกว่า? สำหรับผม - แปลจากอังกฤษเป็นไทยง่ายกว่าเยอะ สาเหตุก็อาจจะเป็นเพราะว่าผมรู้ภาษาไทยดีกว่าภาษาอังกฤษ จึงหาคำไทยมาเทียบศัพท์อังกฤษได้ง่ายกว่าที่จะหาคำอังกฤษมาเทียบศัพท์ไทย ผมเข้าใจว่าคนไทยหลายๆคนก็คงเป็นอย่างผม

         แต่เมื่อต้องคุยกับคนต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษหรือต้องเป็นล่าม ปัญหาที่พบบ่อยก็คือ เมื่อต้องพูดหรือแปลเป็นภาษาอังกฤษ มันนึกศัพท์อังกฤษไม่ออก แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน มันจะถูกหรือผิดผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ เพราะไม่เคยได้รับการอบรมเรื่องนี้มาเลย แต่ผมก็แก้ปัญหาตามประสาลูกทุ่งอย่างนี้ครับ

         วิธีที่ 1: แปลจากภาษาไทยยากๆเป็นภาษาไทยง่ายๆ
          ยกตัวอย่างเช่น ตอนแปลคำว่า “ความรู้สึกกระอักกระอ่วน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ตอนจะแปลจริงๆนึกไม่ออกครับว่า ต้องแปลยังไง รู้แต่ว่าความรู้สึกแบบนี้ มันไม่มีความสุขแน่ๆก็เลยแปลง่ายๆว่า difficult feeling

มีอยู่ครั้งหนึ่งต้องพูดคำว่า “ตามผลการสำรวจสำมโนประชากรของประเทศไทย” นึกไม่ออกจริงๆครับว่า “สำมโนประชากร” นี่ภาษาอังกฤษว่าอย่างไร รู้แต่ว่ามันเป็นการสำรวจข้อมูลประชากรในประเทศในด้านต่างๆ เลยแปลไปว่า population survey

หลายๆคำที่ใช้คำพูดถึงความรู้สึก เช่น “น้อยใจ” จะให้แปลไทยเป็นไทยยังคิดไม่ออกเลยครับว่าจะแปลยังไง แล้วจะแปลเป็นภาษาอังกฤษได้รึนี่? ผมแปลดื้อๆเลยครับว่า feel sorry

ยกตัวอย่างอีกคำหนึ่ง คือ “เกรงใจ” เช่นกันครับแปลคำนี้เป็นภาษาไทยยังต้องคิดนาน จริงๆแล้วถ้าพูดว่า “เกรงใจ” แต่ละสถานการณ์ก็ไม่เหมือนกันอีก แต่โดยทั่วไปคงจะหมายถีง ไม่อยากให้คนอื่นลำบาก เช่น พูดว่า “ผมเกรงใจคุณเลยไม่ได้โทรถึงเมื่อวันอาทิตย์” ผมพูดง่ายๆเลยว่า “I didn’t call you on Sunday because I didn’t want to annoy you.”

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมคุยกับคนต่างชาติ คุยเลยไปถึงเรื่องเศรษฐกิจ แล้วจะต้องพูดว่า “ช่วงนั้นประเทศไทยประสบปัญหาเงินเฟ้อ” ผมนึกถึงคำว่า inflation ไม่ออกจริงๆ รู้แต่ว่า ถ้าเงินเฟ้อล่ะก็ของต้องแพง เลยพูดไหลไปเลยว่า “During that time, everything in Thailand was expensive.” ก็พอมั่วๆไปได้

ผมเข้าข้างตัวเองไว้ก่อนว่า วิธีแก้ปัญหาแบบนี้ คือ แปลจากภาษาไทยยากๆเป็นภาษาไทยง่ายๆซะก่อน (ใช้เวลาไม่กี่วินาที) แล้วจึงค่อยแปลเป็นภาษาอังกฤษง่าย ๆ แม้วิธีนี้อาจจะไม่ perfect แต่ก็น่าจะพอถูไถไปได้

        วิธีที่ 2: ถ้านึกศัพท์ที่เจาะจงไม่ออก ก็ใช้ศัพท์ทั่วไป
          มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมต้องพาผู้เชี่ยวชาญฝรั่งไปดูงานที่จังหวัดขอนแก่น ผู้อำนวยการของหน่วยงานที่ไปเยี่ยม เขาบรรยายว่า “นักโบราณคดีขุดพบซากไดโนเสาร์ที่จังหวัดขอนแก่น” ผมเจอปัญหาเดิมครับ คือ นึกไม่ออกว่า “นักโบราณคดี” นี่ภาษาอังกฤษว่ายังไง ผมเลยใช้คำว่า an expert เพราะยังไงๆนักโบราณคดีก็ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญแน่ๆ

คำบางคำฟังแล้วเป็นศัพท์วิชาการมากๆเลย เช่น พูดว่า “เขาศึกษานิเวศวิทยา” นึกภาษาฝรั่งไม่ออกอีกแล้วครับ รู้แต่ว่ามันเป็นวิชาๆหนึ่ง ผมรู้ว่า “วิชา” ภาษาอังกฤษ คือ “ a subject” และนิเวศวิทยาก็คงเป็นวิชาที่ว่าด้วยการรักษาสิ่งแวดล้อมให้สะอาด ก็น่าจะเป็น a subject about clean environment และตอนหลังเมื่อต้องพูดถึงคำนี้อีกก็พูดสั้นๆว่า the study หรือ the subject เมื่อเสร็จงานแล้วมาเปิดดิกก็พบว่า แปลอย่างนี้ไม่ค่อยจะถูกนัก แต่ก็น่าจะพออภัยให้ได้นะครับ

ผมคิดว่าวิธีใช้ศัพท์ทั่วไป เพื่อแปลศัพท์จำเพาะนี้น่าจะเอาไปใช้ดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นคำนาม, adjective, หรือคำกริยา เช่น ภาษาไทย คำอะไรทั้งหลายแหล่ที่มันหมายถึงไม่ค่อยมีความสุข เช่น ทรมาน โศก เศร้า ทุกข์ เสียใจ หดหู่ ฯลฯ ถ้านึกศัพท์เจาะจงไม่ได้เดี๋ยวนั้น ก็ใช้ not happy หรือ unhappy ไปก่อน

คำที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “ต้น” หรือ “ดอก” ต้นไม้นั้น ดอกไม้นี้มีเป็นสิบๆร้อยๆ อย่างใครจะไปจำศัพท์ได้ ก็เอาง่ายๆเลยว่า a tree หรือ a flower และเมื่อพูดกับเขาครั้งต่อไปหลังจากที่เข้าใจกันแล้วว่า หมายถึง ต้นไม้อะไรหรือดอกไม้อะไร ก็ใช้ the tree หรือ the flower แทน

สรุปก็คือถ้าเราไม่รู้ศัพท์โดยเจาะจง ให้เราพยายามดูว่ามันเป็นประเภทอะไร แล้วก็พูดโดยใช้ศัพท์กลางๆตัวนั้น เช่น เครื่องมือ ก็ tool, สัตว์ ก็ animal, “นัก” นั่น “นัก” นี่ ซึ่งหมายถึงผู้เชี่ยวชาญก็ใช้ “expert”, หมอสารพัดหมอ ไม่ว่าจะเป็นหมอสูติฯ หมอศัลย์ หมอฟัน หมอเด็ก หมอโรคหัวใจ ฯลฯ นึกไม่ออกก็ใช้ “ doctor” ไปก่อน เป็นต้น

หรือคำกริยาก็เหมือนกันครับ ถ้าเราต้องเป็นล่ามหรือแม้ต้องเป็นคนพูดเองก็ตาม ภาษาไทย(รากศัพท์จากบาลี) บางคำหรูหราและมีวรรณศิลป์มาก เช่น “เขาค่อยๆประดิดประดอยนำดอกไม้ใส่แจกัน” ตอนแปลไม่ต้องคิดมากเกินไปหรอกครับ ทำอย่างประดิดประดอยก็ต้องไม่ทำอย่างลวกๆ ต้องตั้งใจทำหน่อย ใช้ carefully ก็น่าจะได้

Other important Prepositions

Other important Prepositions

English Usage Example
  • from
  • who gave it
  • a present from Jane
  • of
  • who/what does it belong to
  • what does it show
  • a page of the book
  • the picture of a palace
  • by
  • who made it
  • a book by Mark Twain
  • on
  • walking or riding on horseback
  • entering a public transport vehicle
  • on foot, on horseback
  • get on the bus
  • in
  • entering a car  / Taxi
  • get in the car
  • off
  • leaving a public transport vehicle
  • get off the train
  • out of
  • leaving a car  / Taxi
  • get out of the taxi
  • by
  • rise or fall of something
  • travelling (other than walking or horseriding)
  • prices have risen by 10 percent
  • by car, by bus
  • at
  • for age
  • she learned Russian at 45
  • about
  • for topics, meaning what about
  • we were talking about you


Prepositions– Place

Prepositions – Place (Position and Direction)

English Usage Example
  • in
  • room, building, street, town, country
  • book, paper etc.
  • car, taxi
  • picture, world
  • in the kitchen, in London
  • in the book
  • in the car, in a taxi
  • in the picture, in the world
  • at
  • meaning next to, by an object
  • for table
  • for events
  • place where you are to do something typical (watch a film, study, work)
  • at the door, at the station
  • at the table
  • at a concert, at the party
  • at the cinema, at school, at work
  • on
  • attached
  • for a place with a river
  • being on a surface
  • for a certain side (left, right)
  • for a floor in a house
  • for public transport
  • for television, radio
  • the picture on the wall
  • London lies on the Thames.
  • on the table
  • on the left
  • on the first floor
  • on the bus, on a plane
  • on TV, on the radio
  • by, next to, beside
  • left or right of somebody or something
  • Jane is standing by / next to / beside the car.
  • under
  • on the ground, lower than (or covered by) something else
  • the bag is under the table
  • below
  • lower than something else but above ground
  • the fish are below the surface
  • over
  • covered by something else
  • meaning more than
  • getting to the other side (also across)
  • overcoming an obstacle
  • put a jacket over your shirt
  • over 16 years of age
  • walk over the bridge
  • climb over the wall
  • above
  • higher than something else, but not directly over it
  • a path above the lake
  • across
  • getting to the other side (also over)
  • getting to the other side
  • walk across the bridge
  • swim across the lake
  • through
  • something with limits on top, bottom and the sides
  • drive through the tunnel
  • to
  • movement to person or building
  • movement to a place or country
  • for bed
  • go to the cinema
  • go to London / Ireland
  • go to bed
  • into
  • enter a room / a building
  • go into the kitchen / the house
  • towards
  • movement in the direction of something (but not directly to it)
  • go 5 steps towards the house
  • onto
  • movement to the top of something
  • jump onto the table
  • from
  • in the sense of where from
  • a flower from the garden

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Prepositions

Prepositions – Time

English Usage Example
  • on
  • days of the week
  • on Monday
  • in
  • months / seasons
  • time of day
  • year
  • after a certain period of time (when?)
  • in August / in winter
  • in the morning
  • in 2006
  • in an hour
  • at
  • for night
  • for weekend
  • a certain point of time (when?)
  • at night
  • at the weekend
  • at half past nine
  • since
  • from a certain point of time (past till now)
  • since 1980
  • for
  • over a certain period of time (past till now)
  • for 2 years
  • ago
  • a certain time in the past
  • 2 years ago
  • before
  • earlier than a certain point of time
  • before 2004
  • to
  • telling the time
  • ten to six (5:50)
  • past
  • telling the time
  • ten past six (6:10)
  • to / till / until
  • marking the beginning and end of a period of time
  • from Monday to/till Friday
  • till / until
  • in the sense of how long something is going to last
  • He is on holiday until Friday.
  • by
  • in the sense of at the latest
  • up to a certain time
  • I will be back by 6 o’clock.
  • By 11 o'clock, I had read five pages.

เรื่องของ active voice และ passive voice


         เรื่อง active และ passive voice เป็นสิ่งที่ข้อสอบมักถามอยู่เสมอๆ ดังนั้นนักเรียนจึงควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ดี ครูได้แบ่งการอธิบายออกเป็นช่วงๆ นักเรียนออกแบ่งอ่านทีละวัน ก็ได้ จะได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจแต่ละประเด็นได้ชัดเจน 



  1. ประโยค active ต่างจาก passive อย่างไร
  2. วิธีการแปลประโยค passive ให้เป็นภาษาไทยที่สวยงาม
  3. วิธีเปลี่ยนประโยค active ให้เป็นประโยค passive ใน tense ต่างๆ
    ข้อควรระวัง สำหรับ passive เมื่อเป็น
    • ประโยคคำถามที่มี Question words
    • ประโยคคำสั่งหรือคำถาม
    • ประโยคมีกรรม 2 ตัว
    • ประโยคมีกริยาพิเศษ
  4. การเติม by 

ประโยค active ต่างจาก passive อย่างไร? 

        คำว่า "Voice" ในทางโครงสร้างภาษาอังกฤษไม่ได้แปลว่า "เสียง' อย่างที่เรารับรู้กันทั่วๆ ไป
คำว่า "Voice" ในที่นี้เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของประโยคในภาษาอังกฤษ ทั้งนี้อาจกล่าวย้อนกลับไปถึงโครงสร้างของภาษาที่เรียกว่า "ประโยค" (Sentence) เสียก่อน
ประโยค (Sentence) คือข้อความที่เอ่ยมาแล้วเข้าใจได้กระจ่างชัดว่า ประธาน แสดง กริยา อะไร เมื่อใด ถ้ากริยานั้นต้องมีกรรม (Transitive Verb) ก็ต้องมีกรรมระบุในประโยคด้วย เช่น
  • เขา เดิน He walked
    เขา เป็นประธาน (Subject)
    เดิน เป็นกริยาไม่ต้องการกรรม (Intransitive Verb) เป็นอดีตกาล (Past tense)

  • เรา กิน มันฝรั่ง We eat potatoes
    เรา เป็นประธาน (Subject)
    กิน เป็นกริยาต้องมีกรรม (Transitive Verb) เป็นปัจจุบันกาล (Present Tense)
      ทั้ง 2 ประโยคข้างต้นนี้ มีประธานเป็นผู้กระทำทั้งสิ้น (แต่จะอยู่ในรูป tense อย่างใด ก็สุดแท้แต่เวลาที่ต้องการบ่งชี้) เราเรียกโครงสร้างของประโยคชนิดนี้ว่า กรรตุวาจก (Active Voice) ลองสังเกตประโยคต่อไปนี้ดูบ้าง
  • Mangoes are eaten มะม่วง ถูกกิน
    มะม่วง เป็นประธาน (Subject)
    ถูกกิน เป็นกริยา (Present Tense)
    ประธานของประโยคคือ Mangoes ไม่ได้ทำกริยา กิน แต่ในทางตรงกันข้าม ประธานกลับเป็นฝ่ายถูกกระทำ

  • The letter was read yesterday จดหมาย ถูกอ่าน เมื่อวานนี้
    จดหมาย เป็นประธาน (Subject)
    ถูกอ่าน เป็นกริยา (Past Tense)
ในทำนองเดียวกันกับประโยคแรก จดหมายซึ่งเป็นประธานของประโยคไม่ได้ เป็นผู้อ่าน แต่กลับเป็นสิ่งที่ถูกอ่านโดยประธาน ทั้ง 2 ประโยคหลังนี้ มีประธานเป็นผู้ถูกกระทำ โครงสร้างเช่นนี้เรียกว่า กรรมวาจก (Passive Voice) 






วิธีเปลี่ยนประโยค active ให้เป็นประโยค passive ใน tense 
และ กริยาช่วย Modal ต่างๆ

        สำหรับโครงสร้างแบบ Passive Voice จะแปลว่า "ถูกกระทำ" เป็นส่วนใหญ่ แต่บางครั้งแปลว่า "ได้รับการกระทำนั้น" ดูจะเหมาะกว่า เช่น
  • He was punished by his teacher a few days ago.
    เขาถูกลงโทษ โดยครูของเขาเมื่อ 2 - 3 วันก่อน
  • The articles were read by most students.
    บทความถูกอ่าน โดยนักเรียนส่วนใหญ่
  • The most valuable ring was stolen . (by someone)
    แหวนวงที่มีราคามากที่สุดถูกขโมย ไป (ไม่ต้องระบุผู้กระทำเพราะไม่รู้แน่ชัด)
แต่
  • He was loved by his friends.
    เขาได้รับความรักจากเพื่อน ๆ ของเขา (เราไม่พูดว่า เขาถูกรัก…)
  • Mrs. Brown was promoted . (by someone)
    นางบราวน์ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง (ไม่ได้ระบุว่าโดยใคร แต่น่าจะสันนิษฐานได้เองว่าจากผู้มีตำแหน่งสูงกว่าตัวบางบราวน์เอง)
  • The man was named . “The Greatest Inventor” (by someone)
    ผู้ชายคนนั้นได้รับกาขนานนามว่าเป็น “นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่” (น่าจะเป็นจากคนที่พิจารณาเรื่องนี้ หรืออาจจากคนทั่ว ๆ ไปก็ได้) 

วิธีเปลี่ยนประโยค active ให้เป็นประโยค passive ใน tense 
และ กริยาช่วย Modal ต่างๆ

        ในลำดับต่อไปนี้ก็มาถึงจุดสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ไม่ว่าในประโยคหนึ่ง ๆ นั้น
  1. ประธานจะเป็นผู้กระทำ หรือถูกกระทำ
  2. จะระบุผู้กระทำ (by someone) หรือไม่ก็ตาม โครงสร้างแบบ Passive Voice ก็ต้องระบุกาลเวลาของกริยา (tense) ด้วยเหมือนกับในประโยคภาษาอังกฤษทั่ว ๆ ไป
  • รูปของ Active Voice คือ Subject + Verb
  • รูปของ Passive Voice คือ Subject + Verb to be + V.3
โครงสร้าง Verb to be + V.3 (Past Participle) จะไม่เป็นปัญหาเลยถ้า
  • นักเรียนสามารถท่องจำกริยาช่องที่ 3 ได้
  • นักเรียนรู้หลักการกระจาย Verb to be ไปตาม Tense ต่างๆ
แต่เหนืออื่นใด เวลาจะใช้ประโยคภาษาอังกฤษ ขอให้นักเรียนถามตนเองซ้ำหลายๆ ครั้งก่อนว่า ประธานในประโยคเป็นผู้กระทำ หรือเป็นผู้ถูกกระทำกันแน่ เมื่อยืนยันกับตนเองได้ว่าประธานเป็นผู้ถูกกระทำอย่างแน่นอน จึงค่อยผูกประโยคตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
  1. วางประธานไว้หน้าประโยค เช่น
    A boy …………………
    The desk…………………
  2. ปรับคำกริยาให้เป็น V.3 เช่น laughed , written , eaten , punished , done , caught โดยใช้คำเหล่านี้อยู่หลัง Verb to be
  3. กระจายรูป Verb to be ไปตาม Tense ที่ควรจะเป็นและวางหน้ากริยา Past participle ถ้ากริยาในประโยคเป็นกริยาช่วย (Auxliary Verbs) ต่าง ๆ ก็เพียงแต่นำ be และ Past participle มาวางต่อข้างท้าย ดังนี้คือ เช่น
    The office ought to be opened .
    English can be spoken by any Singaporean.
    The rules have to be observed . 



ตารางการกระจายกริยาแบบ Passive Voice (กรรมวาจก)ใน Tense (กาล) ต่างๆ
Tenses
Verb to be
Past Participles
Present Simple
is, am, are
Thai is spoken in Thailand. spoken
Present Continuous
is, am, are + being
He is being punished now. punished
Present Perfect
has, have + been
The new building has been planned. planned
Present Perfect Continuous
had, have + been + V.ing
The game has been being played for 2 hours. played
Past Simple
was, were
Our house was painted last year. painted
Past Continuous
was, were + being
When I arrived, the last guest speaker was being introduced. introduced
Past Perfect
had been
The work had been done before we got up. done
*Past Perfect Continuous
had been + being
When I knew him, he had been being trained for 2 years. trained
Future Simple
will + be
He will be caught be the police some day. caught
Future Simple
is, am, are + going to + be
The news is going to be published soon. published
*Future Continuous
will be + being
At 10 o'clock tomorrow, he will be being questioned. questioned
Future Perfect
will have + been
By next June, the tests will have been completed. completed
*Future Perfect Continuous
will have + been + being
By tomorrow, the experiment will have been being conducted for 5 hours. conducted
ข้อสังเกต Tense ที่มีเครื่องหมาย * ทั้ง 3 tense ไม่เป็นที่นิยมใช้ เพราะยาวและเยิ่นเย้อมากเกินไป


ตารางการกระจายกริยาแบบ Passive Voice (กรรมวาจก) กับกริยาช่วย Modal ต่างๆ
Modal Verbs
V. to be
Past Participles
may,might
can, could
must, have to
ought to
used to
etc.
+ be + Past Participle
V3
 


การเติม by
4. เติม by เพื่อแสดงว่าใครเป็นผู้ทำกริยานั้น เช่น
  • I was bitten by his dog .
    (ถ้าไม่ใส่ by his dog ก็ไม่รู้ว่าถูกกัดโดยอะไร)
  • The report was written by Tom .
    ถ้าไม่ใส่ by Tom ก็ไม่รู้ว่าใครเขียน รายงาน
แต่บางครั้ง ถ้าไม่ต้องการเน้นผู้กระทำ หรือผู้กระทำไม่สำคัญ ก็ไม่จำเป็นต้องระบุลงไป เช่น
  • English is spoken all over the world.
    (ไม่จำเป็นต้องต่อท้ายประโยคว่า by people )
  • My ring has been stolen .
    (ไม่จำเป็นต้องเติม by someone เข้าข้างท้ายประโยค)
  • The laws must be obeyed .
    (ไม่ต้องเติม by everyone ข้างท้าย)
  • Dinner is cooked .
    (ถ้าผู้กระทำเป็นคำสรรพนาม เช่น by her / him ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เช่นกัน)
นอกจากนั้นไม่ใช่ Passive Voice ทุกประโยคที่ต้องใส่คำว่า by เสมอไป อาจใช้ at, in, of, with ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะพิเศษของกริยานั้น เช่น
  • He was asked of a lot of questions by the police.
  • I am pleased at (with) your progress.
  • The workers were killed in the fire.
  • The hill is covered with snow.


ข้อควรสังเกต
ต้องเข้าใจด้วยว่า นักเรียนสามารถใช้โครงสร้าง Passive Voice ได้เกือบทุกกรณี เว้นเสียแต่ในกรณีที่กริยานั้น ๆ ไม่สามารถใช้รูป Passive ได้ ดังต่อไปนี้
  1. กริยาที่ไม่ต้องการกรรม (Intransitive Verb) เช่น swim , go … เช่น
    • I swim
    • We go home ทั้ง 2 ประโยคนี้ ใช้รูป Passive Voice ไม่ได้ เพราะ ไม่มีกรรมที่จะนำมาเป็นประธานของประโยคได้
  2. กริยาที่ต้องการกรรมบางคำ (Some Transitive Verbs) เช่น have ที่แปลว่า กิน หรือ มี
    • She has breakfast (กิน)
      เราพูดว่า Breakfast is had (by her)* ไม่ได้
    • He had a book. (มี)
      เราพูดว่า A book was had (by him).* ไม่ได้
  3. กริยาที่ไม่สมบูรณ์ (Verbs of Incomplete) เช่น become เช่น
    • She became a singer.
      ประโยคนี้ A singer ไม่ใช่กรรม เป็นแต่เพียงส่วนที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์ (Complement) เท่านั้น ฉะนั้นจะย้าย a singer มาเป็นประธานว่า
      A singer was become (by her).* ไม่ได้
  4. กริยา happen , occur , take place , cost ไม่ใช้ เป็น Passive Voice
Get-passive

ในภาษาอังกฤษแบบไม่เป็นทางการ การเขียนรูปประโยค Passive voice บางครั้งสามารถใช้ กริยา get แทน verb to be ได้ ซึ่งเราเรียกโครงสร้างประเภทนี้ว่า Get-passive รูปประโยคก็คือ

ประธาน + get + past participle ( กริยาช่อง 3)

ลองเปรียบเทียบประโยคตัวอย่างข้างล่างนี้นะครับ
Be-passive
Get-passive
Susan's ring was stolen last night. Susan's ring got stolen last night.
Peter was hit by a car this morning. Peter got hit by a car this morning.
I am never invited to the party. I never get invited to the party.

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นว่าความหมายของประโยคที่ใช้ Verb to be กับ Get ในการสร้าง Passive voice ไม่ได้มีความหมายแตกต่างกันเลย แต่การใช้ Get-passive ไม่สามารถใช้แทน Be-passive ได้เสมอไป มีข้อสังเกตที่ควรทราบดังต่อไปนี้
  1. เรามักใช้ Get-passive กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน โดยไม่ได้ตั้งตัว เช่น
    • I got caught by a policeman while I was driving yesterday.
      ฉันขับรถอยู่ดีๆเมื่อวานนี้ จู่ๆก็มีตำรวจมาจับ
    • Jimmy got fired this morning.
      เมื่อเช้านี้ อยู่ดีๆ Jimmy ก็ถูกไล่ออก
  2. ตรงกันข้ามกับข้อสังเกตแรกก็คือ เราจะไม่ใช้ Get-passive กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว หรือ เหตุการณ์ที่ผู้พูดตั้งใจ หรือ เตรียมการมาก่อน หรือเกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น
    • Our house was built in 1970.
      เราจะไม่ใช้ว่า Our house got built in 1970.
    • The store is closed on Sundays.
      เราจะไม่ใช้ว่า The store gets closed on Sundays.
    • I was given a map before I left the hotel.
      เราจะไม่ใช้ว่า I got given a map before I left the hotel.
  3. Get-passive สามารถใช้กับเหตุการณ์ที่ผู้กระทำคือตัวเราเอง นั่นก็คือ ผู้กระทำ กับ ผู้ถูกกระทำคือ คนเดียวกัน เช่น
    • Bobby got dressed and left for school.
      Bobby แต่งตัว ( ให้ตัวเอง ) และเดินทางไปโรงเรียน
    • Mary got married at the church last year.
      Mary แต่งงานเมื่อปีที่แล้ว
    ลองเปรียบเทียบ ประโยคตัวอย่างข้างบนกับประโยคข้างล่างนี้นะครับ
    • Bobby was dressed by his mother and left for school.
    • Mary was married by Father Smith at the church last year.
ข้อเน้นย้ำ การใช้ Get-passive เหมาะสำหรับภาษาพูด หรือ ภาษาเขียนที่ไม่เป็นทางการเท่านั้น การใช้ภาษาที่เป็นทางการควรหลีกเลี่ยงการใช้ประโยคโครงสร้างนี้นะครับ



    วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    ความพ่ายแพ้...ของนักสู้..





    ไม่มีความท้อแท้ในหัวใจของคนชนะ
    และ ไม่มีชัยชนะในหัวใจของคนที่ท้อแท้
    คนที่เกิดมาเพื่อเป็นนักสู้
    จะไม่มีวันรู้ว่า ความพ่ายแพ้เป็นอย่างไร
    เพราะการทำทุกอย่างที่ผ่านไป...
    หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น

    "ความผิดพลาดจะเป็นบทเรียนและประสบการณ์
    ไม่ใช้ความพ่ายแพ้..
    เวลาที่เหลืออยู่ ก็ไม่ได้เป็นเวลาที่ล้มเหลว
    แต่เป็นเวลาที่ "รอ" เพื่อจะชนะ "

    นักสู้ จะไม่มีเวลามาคร่ำครวญกับความผิดพลาด
    ในเวลาที่สิ่งต่างๆไม่เป็นอย่างที่คิดไว้
    นักสู้ จะใช้ความล้มเหลวเป็นพลังในการฟื้นแรง
    ให้สองขาได้ยืนหยัดเพื่อจะเอาชัยชนะในเวลาต่อไป
    นักสู้ จะใช้เวลาทุกนาทีมองดูปัญหา
    เพื่อที่จะได้รู้ว่า จะต้องแก้ไขปัญหาอย่างไร

    ความพ่ายแพ้ของนักสู้ จึงหมายถึงเพียงแค่การรอคอย
    การรอคอย...ที่ไม่ใช่ความว่างเปล่า และเปลืองเวลา

    นักสู้ จะเฝ้าเตือนตัวเองว่า..
    บางทีการหยุดรออะไรบ้าง ก็จะทำให้รอบคอบขึ้น
    มีสติขึ้น มีเวลาได้ทบทวนทั้งในสิ่งที่ผ่านไป
    แ ล ะ กำลังจะผ่านเข้ามา...

    เหมือนสัตว์ที่บาดเจ็บ...
    ต้องให้เวลาตัวเองได้หลบเลียบาดแผล
    ขณะที่นอนพักรักษาตัว
    ดวงตายังกวาดมองไปข้างหน้า
    ครุ่นคิดถึงการดำรงชีวิตในวันต่อไป
    สัตว์ใหญ่ที่กำลังล่าเหยื่อ ต้องไม่รีบร้อน
    บางเวลาของนักล่า ต้องรู้จักรอ..

    นักสู้..ย่อมรู้ว่าอะไรคือโอกาส อะไรคือจังหวะ
    และรู้ว่า เวลาไหนควรรุก และเวลาไหนควรรอ..