วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

Hope.......


กลอน กลอนภาษาอังกฤษ Hope : กลอนภาษาอังกฤษ ความหวัง

Behind the clouds and mist of cold
The warming light of sun doth show
Within the depth of darkling night
The stars yet shining out their light.

Will the time come to light my days
And shed those pain and lone away
Will someone come and hold me near
I long for thee to stop my tears

Will there be sun behind my clouds
Or will my star ever be found
I long, I wish, o my heart cries
For someone I could call as mine.

--------------------------------------

เบื้องหลังหมอกมัวเหนือฟ้าหม่น
แสงอ่อนโยนของตะวันยังเฉิดฉาย
ราตรีมืดไม่ไร้ดาวพราวพราย
จะมีสักวันไหมได้พบเธอ

คนที่จะจุดประกายปลายฟ้า
อบอุราให้อุ่นไอรักเสมอ
จะมีไหมวันนั้นวันที่เจอ
หรือต้องเพ้อเพียงฝันนิรันดร

ที่มา กลอนภาษาอังกฤษ : planet.kapook.com/ilikechopin

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

English Tip 7










     มาถึงพระเอกของเรา คือกริยาช่อง นั่นเอง การใช้ v3 (ขอเรียกย่อ ๆ แบบนี้แล้วกันนะครับ) ซึ่งถ้าอ่านมาตั้งแต่ต้นก็จะพบว่ามันไม่เกี่ยวกับอนาคตแต่อย่างใด แต่เราจะใช้มันใน 2 กรณีดังนี้ 

1. Present/ Past Perfect Tense (have/has/had +V3)

2. Passive Voice (V.to be+V3)

เห็นชื่อมันแล้วอย่าเครียดนะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ เหมือนเคยเริ่มจาก Perfect ก่อนแล้วกันนะครับ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเรียนมาแล้วผมให้เวลานึกก่อนว่า มันคืออะไร.................. คำตอบที่ได้ก็คงประมาณว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน และมีแนวโน้มว่าจะดำเนินต่อไปในอนาคต หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งจบไปแต่ยังส่งผลถึงปัจจุบัน อะไรประมาณนี้ใช่ไหมครับ เป็นคำอธิบายที่ดี แต่เข้าใจยากไปหน่อย (ในความรู้สึกผม) เอาเป็นว่าดูตัวอย่างกันก่อนดีกว่าครับ

กรณีที่ 1

I have eaten pizza. ฉันเคยกินพิซซาแล้วนะ (โรยมะพร้าว โรยน้ำตาล โรยงา อร่อยดี ^_^)

I have seen this movie. ฉันดูหนังเรื่องนี้แล้ว (อย่ามาชวนอีกเลย)

สรุปว่าในกรณีแรกเราใช้ในการเล่าประสบการณ์ เคยทำนั่น เคยทำนี่แล้วนะ มาถึงตรงนี้เราอาจจะสับสนกับ past simple ได้ ต้องลองเทียบความต่างกันดู

I have drunk beer. ฉันเคยดื่มเบียร์แล้วนะ (เล่าประสบการณ์ ไม่บอกว่าดื่มเมื่อไหร่ แต่เคยทำแล้วนะ)

drank beer last night. เมื่อคืนฉันดื่มเบียร์ (เล่าเหตุการณ์ในอดีต มักระบุเวลาด้วย)

***หมายเหตุ  เราสามารถใช้โครงสร้างนี้กับกริยาได้เกือบทุกตัวยกเว้น go เช่น หากเราจะบอกว่า ฉันเคยไปเชียงใหม่แล้วนะ เราจะไม่พูดว่า have gone to Chiangmai. แต่เราจะพูดว่า have been to Chiangmai. เพราะ have gone แปลว่า ไปแล้ว (ไปลับ ยังไม่กลับมา) เช่น My husband has gone. (สามีหนีไปแล้ว หรืออาจหมายถึงเสียชีวิตแล้วก็ได้)

กรณีที่ 2

เมื่อประโยคบอกเล่า หมายถึงเคยทำแล้ว ได้ทำแล้ว พอเป็นประโยคคำถามก็จะหมายถึง เคยทำไหม ได้ทำหรือยัง เช่น

Have you ever seen this movie?

Have you ever been to USA?

Have you done your homework?

กรณีที่ 3

ฉันทำสิ่งนี้มาเป็นเวลาเท่าไหร่แล้ว ดูตัวอย่างแล้วไปประยุกต์ใช้เลยนะครับ

I have studied English for 10 years.

I have known him since 1990.

สังเกตไหมครับว่า V3 มักจะไม่มาเดี่ยว ๆ จะต้องมากับ have/has/had เสมอ เวลาไปเจอ กริยาบางตัวที่ V2 กับ V3 หน้าตาเหมือนกัน ก็ขอให้สังเกตตรงนี้นะครับ ลองเปรียบเทียบสองประโยคนี้นะครับว่าประโยคไหนเป็นกริยาช่องไหน และความหมายต่างกันอย่างไร

1.       read your blog last year.

2.       I have read your blog since last year.

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

เขียนไว้บนผืนทราย





มีคน 2 คนเป็นเพื่อนซี้กัน..

ต่างร่วมเดินทางไปในทะเลทราย... ระหว่างทาง..เกิดโต้เถียงขัดแย้งไม่เข้าใจกัน เพื่อนคนหนึ่ง...พลั้งลงมือ...ตบหน้าอีกฝ่าย ฝ่ายถูกทำร้าย...เจ็บปวด...แต่ไม่เอ่ยวาจา กลับเขียนลงบนผืนทรายว่า.... "วันนี้...ฉันถูกเพื่อนรักตบหน้า" ทั้งสองยังคงเดินทางต่อ...กระทั่งถึงแหล่งน้ำ พวกเขาตัดสินใจอาบน้ำ...ชำระกาย พลัน..คนที่ถูกตบหน้ากลับจมน้ำ เพื่อนอีกคนไม่รั้งรอ...เข้าช่วยชีวิต คนรอดตาย...ยังคงไม่เอ่ยวาจา.. กลับสลักลงไปบนหินใหญ่... "วันนี้...เพื่อนรักช่วยชีวิตฉันไว้" เพื่อน...อีกคนไม่เข้าใจ...ถามว่า... เมื่อถูกฉันตบหน้า...เธอเขียนลงทราย.. แล้วทำไมเมื่อครู่...ต้องสลักบนหิน อีกคนยิ้มพราย...กล่าวตอบ เมื่อถูกเพื่อนรักทำร้าย... เราควรเขียนมันไว้บนทราย ซึ่งสายลมแห่งการให้อภัย... จะทำหน้าที่พัดผ่าน...ลบล้างไม่เหลือ แต่เมื่อมีสิ่งที่ดีมากมาย...บังเกิด เราควรสลักไว้บนก้อนหินแห่งความทรงจำในหัวใจ ซึ่งจะไม่มีสายลมแรงเพียงใด...ลบล้างทำลาย


เครดิต : แวมไพร์จอมจุ้น

คุณค่าของเวลา




ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 10 ปีมีค่าขนาดไหน 
ถามคู่แต่งงานที่เพิ่งหย่าร้างกัน 

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 4 ปีมีค่าขนาดไหน 
ถามนิสิตนักศึกษาที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัย 

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ปีมีค่าขนาดไหน ถามนักเรียนที่สอบไล่ตก 

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 9 เดือนมีค่าขนาดไหน ถามแม่ที่เพิ่งคลอดลูก 

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 เดือนมีค่าขนาดไหน 
ถามมารดาที่คลอดบุตรยังไม่ครบกำหนด 

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 อาทิตย์มีค่าขนาดไหน 
ถามบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ 

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 ชั่วโมงมีค่าขนาดไหน ถามคนรักที่รอพบกัน 

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 นาทีมีค่าขนาดไหน 
ถามคนที่พลาดรถไฟ รถประจำทาง หรือเรือบิน 

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลา 1 วินาทีมีค่าขนาดไหน 
ถามคนที่รอดตายจากอุบัติเหตุอย่างหวุดหวิด 

ถ้าท่านอยากรู้ว่าเวลาเสี้ยวหนึ่งของวินาทีมีค่าขนาดไหน 
ถามนักกีฬาโอลิมปิกที่ชนะเหรียญเงิน 

ถ้าท่านอยากรู้ว่ามิตรภาพมีค่าขนาดไหน เสียเพื่อนสักคนหนึ่ง 

เวลาไม่เคยรอใคร เมื่อมันผ่านไปแล้ว มันจะไม่กลับมาอีก 
จงใช้เวลาของท่านทุกขณะอย่างดีที่สุด 

ท่านจะรู้คุณค่าของเวลาเมื่อท่านแบ่งปันกับคนที่พิเศษสุดในชีวิตของท่าน


วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

English Tip 6

มีคำถามบางคำถามที่สร้างความสับสนให้คนไทย เพราะหน้าตามันคล้าย ๆ กัน ทำให้บางครั้งเราก็ตอบไม่ตรงคำถาม สร้างความงุนงงให้ทั้งไทยทั้งฝรั่ง คงประมาณว่า ไปไหนมา---อร่อยดี อะไรประมาณนั้น

ลองทดสอบตัวเองดูนะครับว่าถ้ามีฝรั่งมาพูดประโยคเหล่านี้ เราจะตอบเขาว่าอย่างไร
1.What do you do?
2.What are you doing?
3.How are you?
4.How are you doing?
5.How do you do?
สับสนไหมครับ เวลาคนไทยฟังคำถามไม่ออก หรือไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไร คนไทยก็...ยิ้ม แล้วพยักหน้าหงึก ๆ ฝรั่งก็นึกว่าเราเข้าใจ และพาลคิดไปว่า โอ้ว...สยามเมืองยิ้ม

เฉลยคำถามข้างบนนะครับ คุณตอบประมาณนี้หรือเปล่า
1. ถามอาชีพครับ เวลาตอบก็ I'm a/an......อาชีพ.......
2. กำลังทำอะไรอยู่ ตอบว่า I'm............ing
3. สบายดีไหม อันนี้คนไทยคุ้นเคยดี I'm fine. (จริง ๆ ตอบได้อีกเยอะ)
4. สบายดีไหม เหมือนกันเลยครับ ตอบแบบข้อ 3. ได้เลย
5. ไม่ใช่คำถามครับ มันแปลประมาณว่า ยินดีที่ได้รู้จัก เวลาตอบก็ตอบเหมือนที่เขาพูดมาเลย คือ How do you do?

ของแบบนี้ให้ท่องจำจะจำได้ไม่นานหรอกครับ ต้องลองหัดใช้ ว่าง ๆ ลองถามคนข้าง ๆ คุณด้วยคำถามเหล่านี้สิครับ ชวนเขามาฝึกภาษาอังกฤษด้วยกัน 



ที่มา http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=nuiclass&month=11-06-2007&group=1&gblog=12

English Tip 5

ฝึกฟังบทสนทนาภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับเมือง"San Francisco" พร้อมเกร็ดความรู้



Todd: So, Anita, have you been to San Francisco?
เอ่อ อนิตา คุณเคยไปซาน ฟรานซิสโกมั๊ยครับ

Anita: I have been there once a long time ago when I... well, not that long but when I was twelve years old I went there with my family.
ฉันเคยไปครั้งนึงนานแล้วค่ะตอนที่ เอ่อก็ไม่นานขนาดนั้นนะค่ะ ตอนที่ฉันอายุ 12 ขวบนะ ฉันไปกับพ่อแม่คะ

Todd: Great. You know, I'm from San Francisco so what did you think?
ดีครับ รู้ไหม ผมเองก็เป็นคนจากซาน ฟรานซิสโกนะครับ อืม แล้วคุณว่าเป็นยังไงบ้างครับ

Anita: I think it was a very beautiful city. You had... there's so many nice houses in these little winding streets, you know, going up the hills and down the hills, and you get the old, the historical trams.
ฉัน คิดว่าเป็นเมืองที่สวยมากนะคะ เมืองคุณมี.... มีบ้านสวยๆน่ารักๆเยอะแยะบนถนนที่คดเคี้ยวเล็กเต็มไปหมด รู้มั๊ยคะ ฉันขึ้นๆลงๆเนินเขา แล้วก็ไปขึ้นรถรางเก่าด้วย

Todd: Right
ครับๆ

Anita: Right
ค่ะ

Todd: The cable cars.
รถรางใช่ไหมครับ

Anita: The cable cars, and the Golden Gate Bridge is beautiful of course.
รถราง และก็สะพาน โกลเด้น เกต สวยจริงๆคะ

Todd: Yeah, actually I think the Bridge is still pretty amazing. I mean, even people that live there, it's just an amazing thing to look at, to cross. It's nice. But one thing about my city is it's really expensive. Did you find it expensive when you were there?
ครับ ความจริง ผมว่า สะพานก็ยังคงน่าชื่นชม ผมหมายถึง.. แม้แต่คนที่นั่นเอง มันน่าชื่นชมที่จะมองดู หรือขับรถข้ามสะพานนั้น ดีมากเลยครับ แต่มีอย่างนึงเกี่ยวกับเมืองของผม คือของค่อนข้างแพง ตอนคุณอยู่ที่นั้น ของแพงมั๊ยครับสำหรับคุณ

Anita: Well, thankfully I went there as a child so my parents paid for everything, so I didn't have to worry about that so...
เอ่อ ก็โชคดีนะคะ ฉันยังเป็นเด็ก พ่อแม่เลยจ่ายให้ทุกอย่าง ฉันเลยไม่ได้กังวลในเรื่องนั้น

Todd: Right.
ครับๆ

Anita: If I went there now, I mean, probably I would be worried about that, yeah.
แต่ถ้าไปตอนนี้ ฉันหมายถึงว่า ฉันก็คงห่วงเรี่องนั้นละคะ

Todd: Yeah, I think... I'm sorry. I forgot. You said you were twelve.
ครับ ผมก็ว่า ขอโทษครับผมลืมไปว่าคุณบอกว่าไปตอนอายุ 12

Anita: Yeah.
ค่ะ

Todd: So, OK. Well, when you were in America did you enjoy American food?
แล้ว.. โอเค เอ่อ ตอนคุณอยู่ที่อเมริกา คุณชอบอาหารอเมริกันไหมครับ

Anita: Yeah. I like any kind of food, so... I don't like to eat too much fast food but I didn't have any problems now that I recall, now that I remember so... It was OK.
ค่ะ ฉันชอบกินอาหารทุกชนิดแหละคะ อืม...ฉันไม่ค่อยชอบกินฟาสต์ฟูดมากเท่าไร แต่ตอนนี้ไม่มีปัญหาคะเท่าที่จำได้ แต่ก็โอเคคะ

Todd: Right. Yeah, but in America we don't eat that much fast food, at least not in San Francisco.
ครับๆ ใช่ แต่คนอเมริกันก็ไม่ได้กินฟาสต์ฟูดมากขนาดนั้นนะครับ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่ซานฟรานซิสโก

Anita: OK, I'll take your word for it.
โอเคค่ะ ฉันจะเชื่อคุณละกัน

Todd: Did you talk to anybody, or did you meet people?
คุณได้คุยกับใคร หรือเจอใครบ้างไหมครับ

Anita: In San Francisco, not that I remember. Of course, we talked to people we met but we didn't visit friends. We just went there as tourists and you know, took a couple of tours, so yeah we talked the tour guide who lives there, and it was nice meeting somebody from San Francisco.
ที่ ซาน ฟรานซิสโก ฉันจำไม่ได้นะคะ แต่แน่นอน เราได้คุยกับคนที่เจอ แต่ไม่ได้ไปเยี่ยมเพื่อนที่นั้น เราไปที่นั้นในฐานะนักท่องเที่ยวค่ะ เที่ยวที่นู่นที่นี่หน่อย อืมเราก็ได้คุยกับไกด์นำเที่ยวที่อยู่ที่นั้นคะ มันดีนะคะที่ได้รู้จักใครจากซาน ฟรานซิสโก

Todd: Now, my favorite part of the city is... there's two places actually: Golden Gate Park and also the Presidio. The Presidio is also a park. Did you go to either of those?
อืม ตอนนี้ที่ผมโปรดที่สุดในเมืองก็มีสองที่ครับความจริงแล้วคือ สวนสาธารณะโกลเด้นเกต และ สวนเพรสิโด คุณได้ไปบ้างในสองที่นั้นรึยังครับ

Anita: I think we did. I don't remember them very clearly but all the major sites that are there we definitely went to. It's hard to miss.
ฉันคิดว่าไปแล้วนะคะ ฉันจำได้ไม่ชัดเจอ แต่ที่ๆสำคัญที่นั้น เราไปอย่างแน่นอนค่ะ มันอดที่ไปไม่ได้นี่คะ

อธิบายบทเรียน
วันนี้ ขอเสนอเรื่องเกี่ยวกับเมืองซาน ฟรานซิสโก นะครับ ซานฟราน เป็นเมืองชายฝั่งติดทะเลที่มีเนินเขา ขึ้นๆลงเต็มไปหมด ในประโยคที่อนิตาพูด
there's so many nice houses in these little winding streets, you know, going up the hills and down the hills, and you get the old, the historical trams.

winding อ่านว่า ว้ายด์ดิ่ง คำนี้หมายถึงวิ้งโค้งไปโค้งมา เลี้ยวลดคดเคี้ยว winding street ก็ถนนที่ไม่ค่อยตรงไงครับ โค้งไปโค้งมา แถมยังมี going up and down the hills อีก ขิ้นเนินลงเนิน เยอะมากครับ

historical คือมีประวัติศาตร์ tram คือรถรางครับ เรียกอีกอย่างว่า cable car ก็ได้ ที่ซานฟราน รถรางเป็นสัญลักษณ์ของเมืองซาน ฟรานซิสโก เลย นอกจากนี้ก็ยังมี สะพาน โกลเด้น เกต สีแดงที่เป็นสัญลักษณ์หลักของเมืองนี้ ส่วน presidio เป็นสถานที่ๆเคยเป็นบ้านพักทหาร และเป็นสวนสาธารณะด้วย มองเห็น golden gate ได้เหมือนกัน

well.. เวล, so.. โซ คำนี้ชอบติดปากฝรั่งเวลาคิดอะไรไม่ออก ว่าจะพูดอะไร เหมือนคนไทยชอบพูด เอ่อ อืม อะไรประมาณนั้น

I mean... อันนี้ก็ติดปากฝรั่ง แกะไม่ค่อยออกเหมือนกัน แปลเป็นไทยก็ ฉันหมายความว่า... หรือ แบบว่า... จะเห็นว่าฝรั่งพูดจริงๆ จะมีคำพวกนี้ติดปากอยู่เยอะเหมือนกัน

ทิ้งท้ายนี้ผม เจอะสำนวนเด็ดเข้าให้ ถูกใจผมจริงๆ
"I'll take your word for it"
คำนี้แปลว่า "ฉันจะเชื่อคุณละกัน" ความหมายเดียวกับ I'll believe you นะครับ




ที่มา : http://streetenglish.exteen.com/20070914/san-francisco

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

English Tip 4

 เคล็ดลับ 10 ข้อที่จะนำคุณไปสู่การพูดภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ


คนที่พูดภาษาอังกฤษเก่งๆ เขามีเคล็ดลับอย่างไรกันบ้าง ซึ่งทั้งหมดก็มีอยู่ 10 ข้อดังต่อไปนี้

1. Putting the pieces together
ใน การพูดภาษาอังกฤษให้ดีนั้นต้องมีองค์ประกอบแยกย่อยหลายอย่าง : รู้ (และเลือกใช้) ศัพท์ที่เหมาะสม ใช้หลักไวยากรณ์และรูปแบบประโยคอย่างถูกต้อง ออกเสียงและเน้นเสียงได้ถูก คุณต้องใส่ใจฝึกในแต่ละจุดนี้ให้เต็มที่ เพื่อจะเห็นผลในเร็ววัน

2. Two-way process
การ พูดคุย หมายถึงการสื่อสารกับคนอื่นซึ่งรวมไปถึงการฟังไว้เช่นเดียวกับการพูด วิธีเช็คคู่สนทนาว่าเข้าใจที่คุณพูดหรือเปล่า โดยการเน้นจุดสำคัญๆ หรือการเรียบเรียงประโยคใหม่ที่ใช้ศัพท์อื่นแต่ยังคงความหมายเดิมไว้ หรือใช้คำถามอย่างเช่น You know what I mean? หรือ Don't you agree?

3. It's not just what you say...
Non-verbal communication นั้นสำคัญมากในการที่จะพูดสื่อสารอย่างได้ผล แม้แต่เจ้าของภาษาเองก็ต้องใช้ ซึ่งอาจหมายถึงใช้มือประกอบท่าทางและภาษากายเช่นเดียวกับการแสดงออกทางสี หน้าเพื่อเน้นหรืออธิบายในสิ่งที่พูด และพยายามอ่านภาษากายที่คู่สนทนากำลังใช้เป็นสื่อด้วย

4. Sing a song!
เพลง เป็นหนทางที่ดีอีกอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยให้คุณพัฒนาทักษะทางการพูด ฝึกพูดตามเนื้อเพลงและดึงเอาประโยคออกมาดัดแปลงใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ หา lyrics (เนื้อเพลง) ที่ชอบจากอินเทอร์เน็ตและฝึกร้องตามดังๆ

5. Take a chance!
คุณ ต้องมีทัศนะคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ พยายามเสาะหาโอกาสที่จะใช้ภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่ เช่นพบปะพูดคุยกับผู้คนในงานเลี้ยงสังสรรค์ เสนอความช่วยเหลือแก่ชาวต่างชาติที่กำลังหลงทาง หรือยกมือขึ้นเมื่ออาจารย์ถาม

6. Think in English every day
นี่ เป็นวิธีที่ดีที่จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษ อีกทั้งคุณยังสามารถทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนหรือกำลังทำอะไรอยู่ คุณสามารถพูดกับตัวเองออกมาดังๆ ขณะที่กำลังทำอาหารอยู่ที่บ้าน ถ้าคุณกำลังอยู่บนรถไฟหรือรถบัส คุณสามารถอธิบายลักษณะของผู้คนรอบข้าง (อันนี้ต้องคิดในใจ อย่าพูดออกมาให้คนอื่นได้ยิน!) ก่อนนอนคุณควรทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาในวันนั้นเป็นภาษาอังกฤษ

7. Listen to the sound of your own voice
ถึง แม้ว่าคุณอาจจะไม่ชอบได้ยินเสียงอัดเทปของตนเอง แต่วิธีนี้ก็เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในการเช็คดูว่าทักษะการพูดภาษาอังกฤษของ คุณควรได้รับการปรับปรุงตรงไหน หรือคุณอาจขอคำแนะนำจากเจ้าของภาษาก็ได้

8. Keep a talking journal
อัด เทปเกี่ยวกับความคิดเห็นของคุณก่อนเข้านอน คุณสามารถเปิดฟังในตอนท้ายของปี เพื่อทบทวนเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกับคุณในปีนั้นพร้อมเช็คความก้าวหน้า ทางภาษาของคุณไปในขณะเดียวกัน

9. Take extra classes
ถ้าคุณยัง รู้สึกว่าคุณต้องการฝึกเพิ่มเติมและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับนักเรียนคนอื่นๆ ทำไมไม่ลองสมัครลงเรียนภาษาดูล่ะ? โรงเรียนสอนภาษามีอยู่มากมายให้คุณเลือกแถวบ้านคุณ หรือแม้แต่โรงเรียนออนไลน์ที่คุณสามารถเรียนทักษะการพูดภาษาอังกฤษผ่านอิน เทอร์เน็ตก็ได้? ลองเรียนในบทเรียนที่สอนสดๆ โดยครูเจ้าของภาษา ซึ่งเพียงแค่ต่อหูฟังกับไมโครโฟนเข้ากับคอมพิวเตอร์คุณก็พูดกับคนทั่วโลกได้ แล้ว!

10. Find English-speaking friends
ถ้าคุณตั้งใจอย่างแน่ว แน่ว่าจะต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งให้ได้ คุณต้องหาคนที่คุณจะพูดภาษาอังกฤษด้วยก่อน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นชาวต่างชาติเท่านั้น เจอใครก็พูดได้ เพราะภาษาอังกฤษนั้น ปัจจุบันถูกใช้ในฐานะเป็นภาษาที่สองรองจากภาษาแม่มากกว่าแต่ก่อน สิ่งที่สำคัญคือคุณควรจะฟังภาษาอังกฤษที่มีสำเนียงต่างๆ ให้เข้าใจ

อย่า ลืมนะครับว่า ทุกคนที่เขาพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ กัน เขาก็เริ่มจากศูนย์กันทั้งนั้น คุณก็เหมือนกัน ขอให้ตั้งใจจริง แล้วลองทำตามเคล็ดลับที่ว่ามานี้เพียงไม่กี่ข้อ คุณก็คงจะเป็นคนหนึ่งที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีในไม่ช้า


ที่มา :http://zayyes.com/